แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

3. กะทือ [สมุนไพรไทย 200 ชนิด]

3. กะทือ [สมุนไพรไทย 200 ชนิด]


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber zerumbet Rose. Smith.

ชื่ออื่น ๆ : กระทือป่า แฮวดำ กะแวน (ภาคเหนือ) เฮียงแดง (แม่อ่องสอน)

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นประเภทเดียวกับไพล หรือขิง ลำต้นเป็นหัวอยู่ในดินมีสีขาวอมเหลือง

ใบ : ใบจะออกซ้อนกันเป็นแผง ลักษณะของใบเรียวยาว ใบมีสีเขียวแก่

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ โผล่พ้นขึ้นมาจากหัวใต้ดิน ช่อก้านดอกยาว และเป็นปุ้มส่วนปลายมีกลีบเลี้ยงมีสีเขียวปนแดงซ้อนกันอยู่แน่น กลีบดอกมีสีขาวนวล มีลักษณะเป็นหลอด ส่วนปลายกลีบอ้าออก กลีบเลี้ยงจะอุ้มน้ำไว้ได้

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ดอก ใบ เหง้า

สรรพคุณ :
1. ใบ รสขมขื่นเล็กน้อย ต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาขับเลือดเน่าในมดลูก (เลือดเน่าร้ายในเรือนไฟ) ขับน้ำคาวปลา แก้ปัสสาวะเป็นโลหิต ใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นแก้ไข้ป่า อีสุกอีใส เป็นยาประคบเส้นฟกบวม ถอนพิษไข้ กระทุ้งพิษไข้ แก้ไข้อีดำอีแดง แก้หัด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้เปลี่ยนฤดู แก้ไข้เซื่องซึมิดสำแดง

2. ดอก รสขมขื่น แก้ไข้เรื้อรัง แก้ผอมแห้ง แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้ตัวสั่น บำรุงธาตุ แก้ลม

3. เกสร รสเฝื่อนปร่า บำรุงธาตุ แก้ลม

4. ต้น รสขมขื่น เป็นยาแก้เบื่ออาหาร ทำให้เจริญอาหาร แก้ไข้

5. เหง้าหรือลำต้นใต้ดิน รสขมขื่นปร่า แก้แน่นหน้าอก แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงน้ำนมให้สมบูรณ์ เป็นยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ แก้เสมหะเป็นพิษ ขับน้ำย่อย เจริญอาหาร แก้บิด ปวดเบ่ง เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ฝี ผสมในตำรับยากับสมุนไพรตัวอื่น แก้ไข้ตัวเย็น แก้กระษัย เป็นยาระบาย

6. ราก รสขมขื่นเล็กน้อย แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้ต่าง ๆ แก้เคล็ด ขัด ยอก

กะทือเป็นพืชล้มลุก ฤดูแล้งจะลงหัว เมื่อถึงฤดูฝนจะงอกใหม่ หัวมีขนาดใหญ่ และมีเนื้อในสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม ต้นสูง 3-6 ศอก ใบยาวเรียวออกตรงข้าม ดอกเป็น ช่อรูปกระบองโบราณ อัดกันแน่นสีแดง ซึ่งเป็นส่วนของใบประดับ มีดอกสีเหลืองอ่อน ขนาดเล็ก บานครั้งละ 1-2 ดอก ปลูกโดยใช้หัว ขึ้นได้ทั่วไป

2 กระชาย [สมุนไพรไทย 200 ชนิด]

2 กระชาย [สมุนไพรไทย 200 ชนิด]


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia pundurata (R0xb) Schitr
ชื่อท้องถิ่น : กะแอน ระแอน(ภาคเหนือ) ขิงทรา(มหาสารคาม)
ว่านพระอาทิตย์(กรุงเทพฯ)
กระชายเป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ 2 ศอกเศษ
มีลำต้นใต้ดิน เรียกว่าเหง้า รูปทรงกระบอกเนื้อสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะ
เนื้อละเอียด กาบใบสีแดงเรื่อ ใบใหญ่ยาวเรียว ดอกเป็นช่อ

ส่วนที่ใช้เป็นยา » เหง้าใต้ดิน
กระชายเป็นไม้ล้มลุก สูงราว 1-2 ศอก มีลำต้นเป็นเหง้าใต้ดิน สีน้ำตาลเข้ม ขนานกับดิน มีราก รูปทรงกระบอก ปลายแหลมจำนวนมาก เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่น หอม เฉพาะกาบใบ มีสีแดงเรื่อ ใบใหญ่ยาวรีปลายแหลม ดอกเป็นช่อ สีขาวอมชมพู บานครั้งละ 1 ดอก ปลูกในฤดูแล้ง โดยใช้เหง้าและราก
มีรสเผ็ดร้อน ช่วยดับกลิ่นคาวได้ดี ปรุงเป็นอาหารหลายชนิด เช่นน้ำยาขนมจีน แกงป่าปลา ปลาร้าหลน กะปิคั่ว แกงขี้เหล็ก รับประทานอาหารที่มีกระชายอยู่ด้วย จะช่วยขับลมได้ดี แก้ปวดมวนในท้อง แก้ท้องอืด เฟ้อ บำรุงกำลัง

สรรพคุณ กระชาย

1. แก้บิด ท้องร่วง ท้องเสีย นำรากกระชายย่างไฟให้สุก ตำให้ละเอียดผสมน้ำปูนใสในอัตราส่วน กระชายแก่ 4 หัว ต่อน้ำปูนใส 5 ช้อนแกง คนให้เข้ากันดีแล้วคั้นเอาแต่น้ำดื่มครั้งละ 3-5 ช้อนแกง ทุกครั้งที่ถ่าย เมื่ออาการดีขึ้นให้กินวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น เมื่อหายแล้วกินต่ออีก 1-2 วัน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
2. รักษาโรคริดสีดวงทวาร ต้มกระชายพร้อมมะขามเปียก เติมเกลือแกงเล็กน้อย รับประทานก่อนนอนทุกวัน
3. ช่วยบำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ ตำรากกระชาย 1 กำมือให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำผึ้งในอัตราส่วนที่เท่ากัน รับประทานก่อนอาหารเย็น 1 ชั่วโมง ครั้งละประมาณ 1 ถ้วยชา
4. ช่วยบำรุงหัวใจ กระตุ้นให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ นำรากกระชายแก่ ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็ก ตากแดดให้แห้ง บดให้เป็นผงเก็บไว้ละลายกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการเป็นลม
5. ไล่แมลง ใช้รากกระชาย ตะไคร้ หอมแดง ข่า ใบสะเดาแก่ ตำผสมกัน ผสมน้ำฉีดในบริเวณที่มีแมลงรบกวน

1 กระเจี๊ยบแดง [สมุนไพรไทย 200 ชนิด]

1 กระเจี๊ยบแดง [สมุนไพรไทย 200 ชนิด]



 “กระเจี๊ยบแดง” มีคุณสมบัติช่วย ลดความดันโลหิตสูง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa L.
ชื่อสามัญ : Jamaican Sorel, Roselle
วงศ์ : Malvaceae
ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ย ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ์ ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ 3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสีม่วงแดง เกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มไว้ กลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล
แต่สมุนไพรดีๆ จะมีคุณสมบัติแค่เพียงอย่างเดียวล่ะหรือ มีคนสงสัยส่งคำถามไปยังคอลัมน์ “ข้องใจไถ่ถาม” ใน จุลสารอภัยภูเบศร ฉบับเดือนมกราคมที่ผ่านมา ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี

คำตอบจากคุณพิทักษ์ ตีเหล็ก ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการใช้กระเจี๊ยบแดงได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นใบอ่อน ผลอ่อน ผลแห้ง เมล็ด และกลีบเลี้ยงสีแดง ล้วนมีคุณสมบัติทางยาต่างๆกันไป ลองมาไล่ดูกันทีละส่วนเลยดีกว่า

- ใบอ่อนและยอด ใช้แต่งรสเปรี้ยว ใส่ต้มหรือแกง

- ผลอ่อน ต้มรับประทานติดต่อกัน 5-8 วัน ช่วยขับพยาธิตัวจี๊ด

- ผลแห้ง ป่นเป็นผง รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มน้ำตามวันละ 3-4 ครั้ง ช่วยรักษาโรคกระเพาะ และลำไส้อักเสบ

- เมล็ด บดเพื่อเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และยาบำรุง

- กลีบเลี้ยงสีแดง ใช้ทำเครื่องดื่ม ช่วย ลดความหนืดของเลือด ป้องกันต่อมลูกหมากโต

จะเห็นได้ว่าสมุนไพรใกล้ตัวอย่างกระเจี๊ยบแดงมีประโยชน์มากมายอย่างที่นึก ไม่ถึงมาก่อน อย่างไรเสียโอกาสหน้าก็อย่าลืมคิดถึงสมุนไพรใกล้บ้านรักษาอาการเจ็บป่วย ก่อนที่จะไปเสียตังค์ซื้อยาก็น่าจะดีไม่น้อยเลย.

กระเจี๊ยบเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราว 3-6 ศอก กิ่งก้านมีสีม่วงแดง ใบมีหลายรูป เช่น ขอบใบเรียบ หรือหยักเว้า 3 หยัก ดอกสีชมพู ตรงกลางจะมีสีเข้มกว่ากลีบส่วนนอก เมื่อกลีบดอกร่วง ใบประดับและกลีบเลี้ยงจะเจริญขึ้น มีสีม่วงแดงเข้มหุ้มผลไว้ภายใน มีเมล็ด ใช้ปลูก ปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

ใบประดับและกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดง รสเปรี้ยว ทำแยมหรือใช้เป็นสารแต่งสี ในเยลลี่ ใบอ่อนของกระเจี๊ยบเป็นผัก ใช้แกงส้ม กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ส้มพอเหมาะ" ใบประดับ กลีบเลี้ยงและใบมีรสเปรี้ยว ใช้เป็นยากัดเสมหะ